|
การกำเนิดของศาสนาพราหมณ์
ศาสนาพราหมณ์หรืออินดู
เป็นศาสนาของชาวฮินดูหรืออินเดียโบราณ มีชื่อเรียกว่า
“สนาตนธรรม” อันมีความหมายว่า
ศาสนาที่มีหลักธรรมอันเป็นของเก่าหรือนิรันดร์
เหตุที่ศาสนาพราหมณ์ได้ชื่อเรียกเช่นนี้ก็เพราะความเชื่อที่ว่า
ศาสนาพราหมณ์นั้นมีหลักธรรมอันเป็นนิรันดร์
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ไวทิกธรรม” หมายถึง
ศาสนาหรือหลักธรรมที่เนื่องด้วยคำสอนในพระเวท
โดยที่ชาวอินดูถือว่า
ศาสนาของพวกเขานั้นมีมาก่อนประวัติศาสตร์และถือว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ในยุคเริ่มแรกเลยนั้นศาสนาพราหมณ์นี้จะยังไม่ถูกเรียกว่า
“ฮินดู” เพียงจะเรียกว่าศาสนาพราหมณ์ ที่แปลว่า
ศาสนาของพระพรหม
อันเป็นศาสนาที่เกิดจากพระพรหมเท่านั้น
ศาสนาพราหมณ์นั้นได้วางหลักไว้ด้วยคาถาสันสกฤตที่ว่า “เอกเมว
อทฺทวิติยมฺ” หมายถึง หนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีสอง
คาถานี้เน้นในความเป็นเอกภาพ
นอกจากพระพรหมทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นมายาของปลอมทั้งสิ้น
การปฏิบัติตนให้ไปสู่ความหลุดพ้นและไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระพรหมเรียกว่า
พรทมัน หรือ พรหมาตมัน
ข้อกำหนดที่ว่านี้นับเป็นหลักอันสำคัญอย่างยิ่งของศาสนาพราหมณ์
และเป็นบทบัญญัติอันแท้จริงของพระเวท
ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาที่ได้เกิดมีมาช้านานแล้วในประเทศอินเดีย
เป็นศาสนาของชนเผ่าอารยัน หรืออินโดยูโรเปียน ( Indo-Europen
) บรรพบุรุษของพวกอินโด-อารยัน
ตั้งรกรากอยู่เหนือเอเซียตะวันออก (
ตอนกลางของทวีปเอเชีย - Cenural Asia )
โดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
กลุ่มอารยันต้องเร่ร่อนทำมาหากินเหมือนกันชนเผ่าอื่น ๆ
ในจุดนี้เองที่ทำให้เกิดการแยกย้ายถิ่นฐาน
การเกิดประเพณี และภาษาที่แตกต่างกันออกไป
ชนชาติอารยันแยกออกไปเป็นกลุ่มใหญ่ ๓ กลุ่มโดย
กลุ่มที่ ๑
แยกไปทางตะวันตกเข้าสู่ทวีปยุโรป ( ไปเป็นชนชาติต่างๆ
ในยุโรป )
กลุ่มที่ ๒
ลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้
อนุมานได้ว่าน่าจะเป็นชนชาติอิหร่านในเปอร์เซีย
กลุ่มที่ ๓
เป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด กลุ่มนี้แยกลงมาทางใต้
อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำสินธุ ( Indus ) มีชื่อเรียกว่า
“ฮินดู”
ชาวอารยันกลุ่มนี้เมื่อรุกเข้าในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุแล้ว
ก็ได้ไปพบกับชนพื้นเมืองที่เรียกว่า ดราวิเดียน (
Dravidain ) หรือมิลักขะ ( คนป่า ) บางครั้งก็เรียกว่า
ทัสยุ ( ทาส ) ซึ่งหมายถึง ทาส ของอารยันนั่นเอง
ก่อนที่จะถูกชนชาติอารยันเข้ามารุกรานนั้น พวกทัสยุ
หรือ ทาส นี้ ที่อยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุมีความเชื่อ
มีวัฒนธรรม และมีศาสนาของตนอยู่ก่อนแล้ว
ซึ่งการเริ่มต้นศาสนาของพวกอารยันก็ได้นำเอาศาสนาของพวกทัสยุมาผสมผสานอยู่ด้วยเป็นอันมาก
ศาสนาของชาวอารยันนั้น
เกิดขึ้นได้ด้วยมีมูลเหตุอย่างหนึ่งคือ “ความไม่รู้จักภูมิศาสตร์”
หมายถึงว่า
ชาวอารยันดั้งเดิมนั้นมิได้มีความรู้ในมูลเหตุแห่งธรรมชาติ
จึงได้ยกย่องธรรมชาติประเภทต่างๆ ขึ้นเป็นเทวะ (
เทพเจ้า )
และแบ่งออกเป็นหมวดสูงต่ำเพื่อสะดวกแก่การนับถือและการทำบัตพลีจัดพิธีกรรมถวาย
หมวดสูงต่ำแห่งเทวะนี้มีทั้งสิ้น ๓
หมวดคือ
เทวะบนสรรค์ เช่น ดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์
เทวะบนพื้นอากาศ เช่น วายุ วรุณ
( ฝน )
เทวะบนพื้นโลก เช่น อัคคี ( ไฟ
) ธรณี ( แผ่นดิน )
คัมภีร์พระเวท
ประวัติศาสตร์การเริ่มต้นของพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ในประเทศอินเดีย
คือดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดของลัทธิศาสนาที่สำคัญมากมาย
อาทิ ศาสนาพราหมณ์
ซึ่งภายหลังวิวัฒนาการมาเป็นศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ
ศาสนาเชน เป็นต้น ชาวอินเดีย
เป็นชาติที่มีศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาอย่างแรงกล้า
มีลัทธิพิธีบูชาสังเวยพระเป็นเจ้าในศาสนา
หรือการปฏิบัติศาสนกิจที่แปลกน่าสนใจอย่างมากมาย
ชาวอินเดียยอมรับกันอย่างมากว่าลัทธิความเชื่อในศาสนาเป็นปัจจัยในการครองชีวิตความเป็นอยู่และในจิตใจของตนเชื่อว่าศาสนาคือโครงสร้างที่สำคัญของสังคมอินเดียจึงเกิดการ
ปกครองที่มีระเบียบแบบแผน
ยังมีความหมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ
ในการดำเนินชีวิตซึ่งพิธีกรรมต่าง ๆ
ของศาสนาจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตตลอดเวลา
ลัทธิศาสนาในอินเดียยุคโบราณประกอบด้วย ศาสนาหลัก
และศาสนาย่อยลงมาแยกเป็นลัทธิสาขาต่าง ๆ
ออกไปอีกมากมายประวัติศาสตร์อินเดียสมัยโบราณกล่าวถึง
ศาสนาพราหมณ์ว่าเป็นศาสนาดั้งเดิมของชาวอินเดียที่ประกอบไปด้วยการเคารพบูชาพระเป็นเจ้าต่าง
ๆ วิวัฒนาการของศาสนาพราหมณ์
มีวิวัฒนาการหรือพัฒนาการมาจากการบูชาธรรมชาติ
นับถือผีสางเทวดา ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมสุด (ช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอินเดีย)
ความเชื่อนี้เรียกว่า ลัทธิบูชาธรรมชาติ
มีการบูชาต้นไม้ สัตว์ รูปเคารพที่เป็นมนุษย์ “สมัยนี้เรียกสมัยพระเวท
(คัมภีร์พระเวท)”
ซึ่งศาสนาที่กำเนิดขึ้นมาในช่วงนี้เรียก
ศาสนาพราหมณ์ในสมัยพระเวท
คัมภีร์สำคัญของศาสนาพราหมณ์ที่ต่างก็รู้จักเป็นอย่างดีนั่นคือ
คัมภีร์พระเวท คำว่า “พระเวท (Vedas)” หมายถึง
ความรู้ศักดิ์สิทธิ์
คัมภีร์พระเวทนั้นถือเป็นแหล่งอันสูงสุดในการพิจารณาตัดสินปัญหาในทางปรัชญาและศาสนา
ชาวอารยันได้รวบรวมบทสวดอ้อนวอนเทวะที่ใช้กันมาในวงศ์ตระกูลขึ้นเป็นหมวดหมู่
คัมภีร์เหล่านี้เรียกว่า “เวท” หรือ “วิทยา”
ได้แก่ความรู้ซึ่งถือเป็น ศรุติ ๓ หมายถึง
วิทยาที่ได้รับฟังมาจากเทวะ คือ
ความรู้ที่พระผู้เป็นเจ้าแสดงให้ปรากฏ โดยบรรดา ฤษี
รับการถ่ายทอดมาโดยตรง
แล้วนำมาเผยแผ่ด้วยการท่องจำแบบปากเปล่าในเฉพาะหมู่ของพวกพราหมณ์
ความรู้เช่นนี้จะเรียนกันเฉพาะหมู่ของบุคคลที่เลือกสรรแล้ว
คัมภีร์พระเวทนี้ก็ยังมีแยกย่อยลงไปอีกเป็น ฤคเวท
ยชุรเวท สามเวท อาถรรพ์เวท
การบูชาพระเป็นเจ้าในสมัยพระเวท จากคัมภีร์ต่างๆ
ที่ค้นพบกล่าวไว้ดังนี้ คัมภีร์ฤคเวท
เชื่อว่าเป็นหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดียกล่าวถึงบทสวดสรรเสริญพระเป็นเจ้า
และลักษณะการบูชาสังเวยพระเป็นเจ้าด้วยสิ่งต่าง ๆ
ในศาสนาพราหมณ์ พระเป็นเจ้าในคัมภีร์ฤคเวท อาทิ
พระอัคนี หรือไฟ, พระวรุณ เทพแห่งท้องฟ้า, พระอินทร์
พระวายุ เทพแห่งลม, พระสุริยะ เทพแห่งตะวัน การบูชา
พระเป็นเจ้า ในคัมภีร์ฤคเวทกล่าวถึงการบูชาไฟ
ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เด่นที่สุด
เพื่อขอพรจากพระเป็นเจ้าให้ทรงมอบความสุขและความโชคดีให้แก่ผู้ที่บูชานั้น
เครื่องสังเวยที่ใช้ในการบูชาไฟของพราหมณ์ คือ
บูชาด้วยอาหารที่หุงต้มแล้ว
โดยจัดทำภายในบ้านประกอบด้วย น้ำนม เมล็ดข้าว เนยแข็ง
เหล้าโสม (กลั่นจากต้นไม้) ดอกไม้ เป็นต้น
เมื่อทำพิธีกรรมให้นำอาหารเหล่านี้ใส่ลงไปในกองไฟ
พร้อมสวดสรรเสริญพระเป็นเจ้า บูชาสังเวยไฟด้วยชีวิต
เครื่องสังเวยชีวิต เป็นต้นว่าสัตว์ ๔ เท้า
หรือสัตว์ปีก รวมถึงมนุษย์
ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของศาสนาพราหมณ์ในช่วงต้นคริสต์ศักราช
เรียกในนามศาสนาฮินดู สัตว์ที่ใช้ในพิธีกรรม เช่น แพะ
แกะ ควาย ไก่ นก เป็นต้น โดยการนำเลือดสด ๆ
ใส่ลงไปในกองไฟที่กำลังลุกไหม้ บูชาสังเวยด้วยน้ำโสม (เหล้าโสมที่กลั่นจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง)
การเตรียมสถานที่ทำพิธี
พระฮินดูผู้ทำพิธีจะพิจารณาเลือกสถานที่ ๆ
จะก่อไฟศักดิ์สิทธิ์ (เรียกว่า กองกูณฑ์)
โดยจะใช้มีดปลายแหลมหรือไม้ ทำการขีดลงบนพื้นดิน ๓ ขีด
เพื่อเลือกสถานที่หลังจากนั้นก็จะขุดดินบริเวณนั้นให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสตกแต่งผิวรอบ
ๆ
ให้เรียบจากนั้นก็จะนำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาเทราดในบริเวณนั้นแล้วรอจนแห้งสนิทก่อนที่จะเริ่มพิธีกรรมบูชาไฟ
ในอินเดียเวลามีการทำพิธีกรรมบูชาไฟ
เครื่องสังเวยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ หญ้าคา
เชื่อว่าเป็นหญ้าศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับพระเป็นเจ้า
จึงต้องนำเอาหญ้าคามาเป็นเครื่องสังเวยด้วย หญ้าคา
ในทางศาสนาพราหมณ์มีความเกี่ยวข้องกันคือ
อาสนะที่ประทับของพระศิวะบนเขาไกรลาสทำด้วยสิ่งนี้
ชาวฮินดูลัทธิไศวะนิกายที่นับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด
จะนำหญ้าคามาเพื่อเป็นเครื่องบูชา
คัมภีร์สมัยพระเวท
สมัยพระเวทสันนิษฐานอายุอยู่ระหว่าง ๒,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ ปี
ก่อนคริสต์ศักราชได้จัดแบ่งคัมภีร์สำคัญต่าง ๆ เป็น ๓
คัมภีร์ เรียก คัมภีร์ไตรเพท ประกอบด้วย
๑.คัมภีร์ฤคเวท
เชื่อว่าเป็นหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย
กล่าวถึงบทสวดสรรเสริญพระเป็นเจ้า
และลักษณะการบูชาสังเวยพระเป็นเจ้าด้วยสิ่งต่าง ๆ
ในศาสนาพราหมณ์ บรรจุเรื่องราวสภาพสังคม
และการใช้ชีวิตของคนในสมัยนั้น
กล่าวกันไว้ว่าคัมภีร์นี้ได้ออกจากพระโอษฐ์ของพระพรหม
และเหล่าฤาษีได้นำมาสั่งสอนมวลมนุษย์อีกที
คัมภีร์นี้เป็นบทสรรเสริญบนบานต่อเทพเจ้าเพื่อขอให้ช่วยกำจัดภัยทั้งหลายทั้งมวล
นับเป็นคัมภีร์เล่มแรกในวรรณคดีพระเวท
เป็นตำราทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ประกอบไปด้วยบทสวดที่วางท่วงทำนองในการสวดไว้อย่างตายตัว
กล่าวถึงบทสรรเสริญคุณ อำนาจแห่งเทวะ
และประวัติการสร้างโลก
รวมถึงหน้าที่ของพระพรหมผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่ง
ซึ่งจะใช้ในพิธีการบวงสรวงเทพเจ้าต่าง ๆ ของชาวอารยัน
ตามประเพณีของฮินดูแล้ว
การแบ่งหมวดหมู่ของคัมภีร์พระเวทนี้ วยาส (
ผู้แต่งมหากาพย์ มหาภารตะ )
เป็นผู้ทำขึ้นโดยรับคำสั่งจากพระพรหม
การจัดรวบรวมบทสวดในคัมภีร์ฤคเวทนี้ เรียกว่า
ฤคเวทสังหิตา
๒. คัมภีร์ยชุรเวท
เป็นคัมภีร์ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ของพราหมณ์
กล่าวถึงลักษณะและความสำคัญของพิธีกรรมบูชาไฟ
และพิธีกรรมต่าง ๆ แสดงถึงพิธีกรรมต่าง ๆ
ทั้งการบูชาและการบวงสรวง
เป็นคัมภีร์ที่พวกพราหมณ์อัธวรรยุ ๔
ใช้ในการทำพิธีบูชา รจนาขึ้นราว ๑-๒
ศตวรรษหลังจากฤคเวท โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งได้มาจากฤคเวท
นำมาดัดแปลงและเรียบเรียงขึ้นใหม่
อีกส่วนเป็นบทร้องกรองที่ใช้ในพิธีบูชาโดยเฉพาะ
ยชุรเวทนี้แบ่งออกเป็น ๒ ชนิดคือ
๒.๑ ไตติริยะสังหิตา หรือ “พระกฤษณะ” หรือ “ยชุรเวทดำ”
เป็นยชุรเวท เดิมที่ยังไม่ได้มีการแบ่งแยก
๒.๒ วาชเนยิสังหิตา หรือ “ศุคล” หรือ “ยชุรเวทขาว”
คือยชุรเวทที่แบ่ง เฉพาะโศลกไว้พวกหนึ่ง
และร้อยแก้วไว้อีกพวกหนึ่งในการทำพิธีบูชายัญนั้น
พิธีที่สำคัญคือ ทศปุรณมาส
เป็นการกระทำพิธีในคืนพระจันทร์เต็มดวง และ อัศวเมธ
คือการทำพิธีบูชายัญด้วยการถวายม้า
๓. คัมภีร์สามเวท ประกอบด้วยโคลงบทสวด
สำหรับพราหมณ์ใช้สวดทำพิธีสังเวยบูชาเทพเจ้า
และการบูชาด้วยน้ำโสมเนื้อหาส่วนใหญ่ของสามเวทนี้จะได้มาจากฤคเวท
นำมาร้อยกรองเป็นบทสวด
เป็นเนื้อหาในส่วนที่ใช้ในการแสดงกลศาสตร์
หรือศิลปศาสตร์
รวมถึงสังคีตอันเป็นบทสวดสรรเสริญคุณและฤทธิ์ของเทวะ
ใช้เฉพาะในหมู่ของพวกพราหมณ์อุทคาตรี ๔
สำหรับการทำพิธีบูชาน้ำโสม
สังหิตาของสามเวทนี้แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ “อรชิต”
มีบทร้อยกรอง ๕๘๕ บท และ“อุตตรารชิต” มีบทร้อยกรอง
๑,๒๒๕ บท คัมภีร์พระเวทสามเล่มแรกนี้ หมายถึง ฤคเวท
ยชุรเวท สามเวท นับเป็นสามเล่มหลักรวมเรียกว่า ไตรเวท
หรือ ไตรเพท
๔.คัมภีร์อาถรรพ์เวท
เป็นพระเวทที่สี่ซึ่งเขียนขึ้นมาในภายหลัง
ประกอบด้วยบทสวดคาถาเกี่ยวกับไสยศาสตร์
เป็นพระเวทชนิดพิเศษเรียกว่า “ฉันท์”
อันมิได้ถูกจัดอยู่ในไตรเพทเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบพิธีบูชายัญแต่อย่างใด
อาถรรพ์เวทนี้ถือว่าเป็นความรู้ที่ปรากฏแก่พวกพราหมณ์อัธวรรยุ
พระเวทตอนนี้มีความเกี่ยวของกับไสยศาสตร์บทสวดต่าง ๆ
อันมีจุดประสงค์เพื่อขจัดโรคและภัยพิบัติ
ทั้งกล่าวรวมถึงหน้าที่ของกษัตริย์และสัจธรรมขั้นสูง
คัมภีร์พระเวทแต่ละคัมภีร์นั้นจะแบ่งออกเป็น ๒ ตอนใหญ่
ๆ คือ มันตระ และ พราหมณะ “มันตระ” หรือ “มนต์”
จะรวบรวมบทสวดที่กล่าวถึงเทพเจ้าแห่งปัญญา สุขภาพ
ความมั่งคั่ง และความมีอายุยืน
รวมถึงบทสวดอ้อนวอนเพื่อขอทาสบริวาร สัตว์เลี้ยง บุตร
ชัยชนะในสงคราม
หรือแม้กระทั่งการของให้ยกเลิกซึ่งบาปทั้งปวงอันได้กระทำลงไป
บางทีก็เรียกว่า สังหิตา หมายถึง
บทสวดหรือมนต์ที่ใช้ในการทำพิธีบูชานั่นเอง
ส่วนขยายเนื้อหาของคัมภีร์อาถรรพ์เป็นส่วนว่าด้วยมนต์พระเวทเกี่ยวกับอาถรรพ์ต่าง
ๆ เช่น
- การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
- การกำจัดภัยร้ายจาก พยาธิภัย หรือมรณะภัย
- การใช้เสกสิ่งต่าง ๆ เข้าในตัวหรือฝังรูปฝังรอย
หรือเสน่ห์ยาแฝด เป็นต้น คัมภีร์ฤคเวท มันตระ
จะเรียกว่า “ฤค”
อันเป็นร้อยกรองที่มีใจความในการสรรญเสริญพระเจ้า
เป็นท่วงทำนองเพื่อการอ่านออกเสียงในการทำพิธีบรวงสรวง
คัมภีร์ยชุรเวท มันตระ เรียกว่า “ยชุส” เป็นร้อยแก้ว
ที่ใช้สวดออกเสียงค่อย ๆ ในการประกอบศาสนพิธี
คัมภีร์สามเวท มันตระ จะเรียกว่า “สามัน”
อันเป็นบทสวดมีทำนอง แต่ใช้เฉพาะในพิธีบูชาน้ำโสม
ส่วนใน อาถรรพ์เวทนั้น มันตระ ไม่มีชื่อเรียกโดยเฉพาะ
นอกเหนือจากคัมภีร์สำคัญ ๔ คัมภีร์ที่กล่าวข้างต้นแล้ว
เหล่าพราหมณ์ได้ช่วยกันสร้างพระเวทขึ้นอีก ๔ ส่วน
เรียก อุปเวท คือตำราต่าง ๆ
ในส่วนที่เฉพาะเจาะจงไปในแต่ละสาขา ประกอบด้วย
๑. อายุรเวท คือตำราแพทย์ศาสตร์ ว่าด้วยการใช้สมุนไพร
และเวทมนต์ในการรักษาโรค โดยมีเทวดาประจำ คือ ฤาษีทั้ง
๗ (ไม่ปรากฏนาม)
๒. คานธรรพ์เวท คือตำราดนตรี นาฏศิลป์ หรือการฟ้อนรำ
และการขับร้องโดยมีเทวดาประจำ คือ พระนารทฤาษี
หรือฤาษีนารอท หรือพระปรคนธรรพ
๓. ธนุรเวท คือตำราวิชายิงธนู และการใช้อาวุธในสงคราม
เรียก ยุทธศาสตร์ เทวดาประจำ คือ พระขันทกุมาร
๔. สถาปัตยเวท คือตำราวิชาก่อสร้าง
(ปัจจุบันเรียกสถาปัตยกรรม) เทวดาประจำ คือ
พระวิษณุกรรม
จากอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการบูชาเทพเทวดาผู้ดูแลตำราคัมภีร์ทั้ง
๔ นี้โดยตลอด
ดังจะเห็นจากการทำพิธีไหว้ครูของศิลปินแขนงต่าง ๆ
พราหมณะ
เป็นส่วนที่อธิบายถึงวิธีและรายละเอียดในการจัดศาสนพิธิที่ต้องสวดมันตระ
และอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับมันตระ
คัมภีร์พระเวทเฉพาะตอนของ พราหมณะ นี้
ยังสามารถแยกออกเป็นแขนงสำคัญได้อีก ๒ แขนงคือ
อารัณยกะ และ อุปนิษัท อารัณยกะ แปลว่า
บทเรียนผู้อยู่ในป่า
เป็นบทคำสอนการดำเนินชีวิตของพราหมณ์ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งออกจากป่าบำเพ็ญเพื่อบรรลุโมษะ
การปฏิบัติตามบทเรียนนั้นๆ เรียกว่า การเข้าสู่อาศรม
คัมภีร์อารัณยกะนี้มีลักษณะการพัฒนาทางจิตอันก้าวไปได้ไกลมากในพัฒนาการของแนวความคิดทางศาสนาของชาวอินดู
อาศรมแห่งการบำเพ็ญเพียร ประพฤติตนให้เป็นพราหมณ์
ดำเนินความตามคัมภีร์อารัณยกะแห่งพราหมณะมีอยู่ “อาศรม
๔” หรือ ๔ ลำดับแห่งการบำเพ็ญตน คือ
๑. พรหมจารี แปลว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์
๒. คฤหัสถ์
แปลว่า ผู้ครองเรือน
๓. วนปรัสถ์
แปลว่า ผู้อยู่ป่า
๔. สันยาสี
แปลว่า ผู้แสวงหาธรรม
อาศรมทั้ง ๔ ( Stages
of Life )
นับเป็นแนวทางปฏิบัติอันเป็นต้นรากแห่งชีวิตของพราหมณ์
ถือว่าเป็นธรรมประจำตัวของชาวฮินดู
ผู้มุ่งต่อโมษะที่เป็นไปในเบื้องหน้า อุปนิษัท
แต่งขึ้นโดยยึดคัมภีร์พระเวทเป็นหลัก
แปลตามตัวพยัญชนะว่า “เข้าไปนั่งลง” ตามความหมายว่า
บทเรียน ซึ่งได้แก่บทเรียนอันเป็นส่วนลึกลับ (
Esoteric Doctrine )
เป็นปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องดวงวิญญาณอันเนื่องด้วยพรหม
นับเป็นคัมภีร์สำคัญหมวดหนึ่งของชาวฮินดู
เป็นอรรถาธิบายความของคัมภีร์พระเวท (ส่วนสุดท้ายคือ
เวทานตะ) ๕
แต่งเป็นบทร้อยกรองที่มีความลึกซึ้งทางจิตใจ
อธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาทางศาสนาและปรัชญามีจำนวนมากกว่า
๒๐๐ บท แต่มีเพียง ๑๒ บท
ที่ยอมรับกันว่าเป็นอุปนิษัทหลัก
เนื้อหาในคัมภีร์อุปนิษัทนี้นับเป็นฐากฐานให้กับระบบปรัชญาและศาสนาของชาวฮินดู
และถือเป็นคัมภีร์สุดท้ายแห่งการศึกษาเล่าเรียนเพื่อถึงที่สุด
จึงนับเป็น เวทานตะ อันหมายถึง ที่สุดแห่งพระเวท
ในสมัยต่อมา มีคัมภีร์ใหม่เกิดขึ้นอีกเล่มหนึ่งคือ
“อิติหาส” หรือบางทีก็เรียกว่าเป็น ”พระเวทที่ ๕”
ประกอบด้วยบทร้อยกรอง เรื่องราวเก่าแก่ และปุราณะ
นอกจากนี้ยังมีพระเวทชั้นสองที่เรียกว่า “อุปเวท”
เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี
ยารักษาโรค ฯลฯ
สัญลักษณ์ “โอม”
พระตรีมูรติหรือผู้เป็นเจ้าทั้งสาม
ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งนิรันดร์นั้น
เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดู ซึ่งจะมีตัวอักษร ๓
ตัว อันศักดิ์สิทธิ์ที่ เรียกเรียกกันว่า “โอม”
อักษรศักดิ์สิทธิ์ “โอม” นั้นประกอบด้วยอักษร ๓ ตัวคือ
“อะ”
หมายถึง
พระวิษณุหรือพระนารายณ์
“อุ” หมายถึง พระอิศวรหรือพระศิวะ
“มะ”
หมายถึง พระพรหม
พยางค์ศักดิ์สิทธิ์คำว่า “โอม” นี้
มักจะเขียนเป็นอักษรเทวนาครี
ซึ่งได้บ่งบอกถึงตรีมูรติหรือ ๓
มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาฮินดู
ในคัมภีร์ของพราหมณ์นั้น
กล่าวถึงพระศิวะว่าทรงเป็นมหาเทพซึ่งมีผู้นิยมนับถือบูชากันแพร่หลายและกว้างขวางมากกว่าเทพองค์อื่น
ๆ กำเนิดของพระศิวะนั้น ปรากฏ
เป็นเรื่องที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคดังนี้
ต่อมาศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดู
ได้มีการพัฒนาตัวเองขึ้นมาจากศาสนาพราหมณ์เมื่อ
๗๐๐-๑,๐๐๐ BC.
เกิดมีคัมภีร์และวรรณคดีทางศาสนาขึ้นมามากมาย
ปรัชญาต่าง ๆ ก็แตกแขนงออกไปมาก
ซึ่งยุคของศาสนาพราหมณ์นับแต่การวิวัฒนาการดั้งเดิมนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นยุคต่างๆ
ดังนี้
ยุคพระเวท ( Vedie Period - Veda
Period )
เรื่องก็มีอยู่ว่าพระพรหมนั้นเกิดความรำคาญอกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่งนักที่พระเสโทหรือเหงื่อผลุดซึมทั่วพระวรกายและยังไหลรินย้อยลงทั่วบริเวณพระพักตร์อีกด้วย
ในวันอันร้อนอ้าวเช่นนั่น พระพรหมทรงบำเพ็ญภาวนา
เพิ่มตบะบารมีให้แกร่งกล้าอย่างมุ่งมั่นเมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวนด้วยเหงื่อเช่นนั้นก็จึงได้นำเอาไม้ไปขูด
ๆ ที่บริเวณพระขนงหรือคิ้ว โดยมิได้ระมัดระวังองค์นัก
คมของไม้นั้นจึงได้บาดบริเวณพระขนงของพระองค์จนกระทั่งปรากฏพระโลหิตผลุดซึมออกมาและหยาดหยดลงบนกองเพลิงเบื้องหน้าของพระองค์นั้นเอง
ทันทีที่พระโลหิตหยาดหยดลงในเปลวเพลิงก็พลันเกิดเป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง
จุติขึ้นมาในเปลวเพลิงนั้น
ทันทีที่ถือกำเนิดขึ้นมาเบื้องหน้าพระองค์เทพบุตรผู้งดงามองค์นี้ก็ได้ร้องไห้
พลางขอให้พระองค์ประทานชื่อให้แก่ตน
ซึ่งพระพรหมได้ประทานชื่อให้ถึง ๘ ชื่อ ด้วยกันดังนี้
ภพ สรรพ ปศุบดี อุดรเทพ มหาเทพ รุทร อิศาล อะศะนิ
หลังจากนั้นเทพองค์นี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นับถือของมนุษย์ทั่วไป
โดยส่วนใหญ่แล้วบรรดามวลมนุษย์จะนับถือบูชาเทพบุตรองค์นี้ในนามของพระรุทรอันเป็นชื่อ
ๆหนึ่งใน ๘ ชื่อนี้ ซึ่งนามรุทรนี้มีความหมายแปลได้ว่า
ร้องไห้ แต่สำหรับชื่ออื่น ๆ อีก ๗
ชื่อนั้นยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าไรนัก
ว่ากันว่าพระรุทรเทพบุตรที่มีชื่ออันแปลว่าร้องไห้นี้เป็นมหาเทพที่มีความยิ่งใหญ่เกรียงไกรมีอำนาจบารมีค่อนข้างสูงนักในยุคพระเวทนี้
และยังเป็นเทพที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามนิยมนับถือบูชากันอย่างจริงจังทั่วไปโดยนับถือให้พระรุทรเป็นเทพผู้ทำลายล้าง
คือทำลายสิ่งที่เลวร้ายให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
หรือหมายถึงการทำลายสิ่งเลวให้เกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นใหม่
ในยุคนี้ได้มีคัมภีร์พระเวทซึ่งถือว่าเป็นวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเกิดขึ้น
ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักวิชาการว่า
เป็นวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ผู้เชี่ยวชาญบางท่านได้ประมาณเวลาของพระเวทที่เก่าแก่ที่สุดเอาไว้
โดยอาศัยวิธีในการคำนวณทางดาราศาสตร์
ว่าน่าจะเริ่มมีมาตั้งแต่ ๔,๐๐๐-๒,๕๐๐ BC.
แต่บางท่านก็ประมาณเวลาไว้ว่าน่าจะอยู่ในช่วงเวลา
๑,๔๐๐-๑,๐๐๐ BC ๒
ยุคมหากาพย์และทรรศนะทั้ง ๖
ยุคนี้มีการประมาณช่วงเวลาน่าจะอยู่ในระหว่าง ๖๐๐-๒๐๐
BC. รวมระยะเวลาประมาณ ๘๐๐ ปี
ยุคนี้นับว่าเป็นยุคที่สำคัญมาก
เพราะมีพระพุทธศาสนาและศาสนาเชน
เกิดขึ้นมาแข่งขันกับศาสนาพราหมณ์
นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ทางศาสนาและลัทธิต่าง ๆ
ของศาสนาพราหมณ์ แตกแขนงออกมาอีก คือ
๑. มหากาพย์รามายณะ มหากาพย์รามายณะนี้เป็นบทกวี
มีทั้งสิ้นประมาณ ๒๔,๐๐๐ โศลก
ว่าด้วยเรื่องราวของอวตารที่ ๗ แห่งองค์พระวิษณุ (
พระนารายณ์ ) ซึ่งอวตารลงมาเป็นพระราม
เพื่อปราบปรามอสูรที่มีนามว่า ราวณะ
หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ทศกัณฐ์
๒. มหากาพย์มหาภารตะ เป็นบทกวีมีทั้งหมด ๒๒๐,๐๐๐
บรรทัด ว่าด้วยเรื่องราวของสงครามระหว่างกษัตริย์
เการพ ( เการวะ ) กับกษัตริย์ ปาณฑพ ( ปาณฑวะ )
ซึ่งเป็นญาติกัน ณ ทุ่งกุรุเกษตร
เรื่องนี้กล่าวถึงอวตารที่ ๘ แห่งองค์พระวิษณุ (
พระนารายณ์ ) อวตารเป็นพระกฤษณะ ๖
ทำหน้าที่สารถีขับรถศึกให้แก่พระอรชุน
พร้อมทั้งสอนปรัชญาและศาสนาให้กับพระอรชุน ทั้งนี้
ข้อความในบรรพที่ ๖ แห่งมหากาพย์มหาภารตะก็คือ
คัมภีร์ภควัทคีตา ( บทเพลงแห่งภควัท )
และถือเป็นหัวใจแห่งมหากาพย์ภารตะ
อันนับเป็นยอดของปรัชญาฮินดูในยุคที่สองนี้
ในยุคนี้มีความเชื่อกันในเรื่องกำเนิดพระศิวะว่า
พระองค์นั้นทรงจุติออกมาจากพระนลาฏ
หรือหน้าผากของพระพรหมจึงเท่ากับว่าพระศิวะก็เป็นพระโอรสองค์หนึ่งของพระองค์มหาเทพ
๓. ทรรศนะทั้ง ๖ นี้
เกิดขึ้นร่วมสมัยกับพระพุทธศาสนาและศาสนาเชน ได้แก่
๑. นยานะ ของ โคตมะ
๒.ไวเศษิกะ ของ กณาทะ
๓. สางขยะ ของ กปิละ
๔. โยคะ ของ ปตัญชลิ
ผู้แต่งคัมภีร์ธรรมศาสตร์นี้คือท่าน มนุ
เป็น |